In: Uncategorized0

มีนักลงทุนหลายท่านมักเปรียบเปรยการลงทุนเทรดเป็นเหมือนการทำศึกสงครามซึ่งประกอบไปด้วย นักรบหลากหลาย ที่ต่างก็มุ่งหวังที่จะนำชัยชนะมาสู่ตนเอง ผู้ชนะ ก็ได้รางวัลกลับไปเป็นผลกำไรจากการลงทุน ส่วนผู้แพ้ ก็เสียเงินและขาดทุนจากการสู้รบคราวนั้น จากนั้นต่างคนต่างก็หวนกลับมา สู้รบกันใหม่ในสมรภูมิเดิมต่อไปอย่างไม่มีที่สิ้นสุด

ในระยะยาวผู้ชนะเท่านั้นที่จะอยู่รอดจากสงครามอันโหดร้ายนี้ได้ ฟังดูเหมือนนิยาย… แต่ในความเป็นจริงก็มีนักลงทุนหลายท่าน ที่มุ่งมั่นจะเอาชัยชนะให้ได้ในสงครามการเงินครั้งนี้ ถึงแม้จะเสียหายและขาดทุนจากการลงทุนในตลาดหุ้น แต่ก็ยังมีความหวังว่า จะได้กำไรกลับคืนมา ขอแค่เท่าทุนก็ยังดี บางท่านถึงกับบอกว่า ถ้าได้เท่าทุนแล้วจะเลิกเล่นก็เลยนำ นิสัยการพนัน มาใช้ในการลงทุน นั่นคือ ทุ่มเงินลงไปมากกว่าเดิม เพื่อที่จะได้กลับมาเท่าทุนเร็วขึ้น

ผลปรากฏว่า… ยิ่งขาดทุนหนักมากไปกว่าเดิม จะถอยก็เสียดาย จะสู้ต่อก็ไม่ค่อยมีกำลังใจ คิดอะไรไม่ออก กว่าจะรู้ตัวก็สายเกินไปที่จะถอนตัวจากตลาดเสียแล้ว แต่ถึงยังไงก็ขอให้ชนะตลาดสักทีก็ยังดี ซึ่งก็มีบ้างที่ได้กำไรแต่มักจะได้กำไรน้อย แต่เมื่อตอนเสียจะขาดทุนมาก ไม่รู้ทำไม

“จริงๆแล้ว นักลงทุนในตลาดมีมากมายหลายประเภท และต่างคนต่างก็คาดหวังว่าจะได้กำไรจากตลาดด้วยกันทั้งนั้น คงไม่มีใครคิดที่จะเข้าตลาดเพื่อที่จะขาดทุนถ้าใครคิดว่า ตัวเองจะขาดทุนจากการลงทุนในตลาดคงไม่เข้ามาในตลาดตั้งแต่แรกแต่ความจริงอีกข้อก็คือว่า คนที่ได้กำไรจากตลาดได้อย่างต่อเนื่องในระยะยาวนั้น มีจำนวนน้อยมากทีเดียวเมื่อเทียบกับผู้ลงทุนทั้งหมดในตลาดทำไมจึงเป็นเช่นนั้น ทั้งๆทุกคนต่างคาดหวังที่จะได้กำไรกลับไป แต่สุดท้ายกลับขาดทุนจากการลงทุนซะเป็นส่วนใหญ่”

ถ้าคิดว่า การลงทุนในตลาดคือ การทำสงคราม เราก็จำเป็นจะต้องมี ตำราพิชัยสงคราม ไว้ สำหรับการวางแผนและการทำศึก ถ้าปราศจากการวางแผนตามตำราที่มีแล้ว ไพร่พลมากพร้อมแค่ไหนก็ไม่สามารถรับประกันชัยชนะในการศึกสงครามได้ เหมือนนักลงทุนที่มีเงินทุนมากและคิดว่า เพียงแค่มีเงินก็ชนะศึกการเงินครั้งนี้ได้อย่างง่ายดาย แต่ในความเป็นจริง เงินมากเงินน้อยไม่ใช่สิ่งสำคัญ มีเงินมากก็อาจจะหมดตัวได้ ถ้าขาดการวางแผนและปฏิบัติตามแผนที่วางไว้อย่างเคร่งครัด

นักการสงครามส่วนใหญ่จะถือว่า ตำราพิชัยสงครามของซุนวู เป็นหนึ่งในสุดยอดตำราเกี่ยวกับการทหารที่มีมานานหลายพันปี และยังคงใช้ได้อย่างไม่ล้าสมัย หลายท่านได้นำตำราพิชัยสงครามฉบับนี้มาใช้กับศาสตร์ต่างๆมากมาย ทั้งการเมือง การตลาด หรือแม้แต่การบริหารบุคคล เห็นได้จากหนังสือที่เกี่ยวข้องกับการนำตำราพิชัยสงครามซุนวูมาประยุกต์ใช้ ได้ถูกตีพิมพ์ออกมาเป็นจำนวนมาก ถ้าเป็นเช่นนั้น เราจะสามารถใช้หลักการจากตำราพิชัยสงครามของท่านซุนวูในการลงทุนในตลาดได้อย่างไรบ้าง

ในตำรามีคำกล่าวคลาสสิกของท่านซุนวูประโยคหนึ่งก็คือ “รู้เขารู้เรา รบร้อยครั้งชนะร้อยครั้ง รู้เราแต่ไม่รู้เขา ชนะหนึ่งแพ้หนึ่งสลับกันไป ไม่รู้เราไม่รู้เขา รบร้อยครั้งแพ้ร้อยครั้ง” บางท่านอาจจะบอกว่า เชยจัง ชาวบ้านเขาได้ยินกันมาตั้งนานแล้วประโยคนี้ ถ้าได้ยินแล้วเข้าใจและนำไปปฏิบัติจริง คงหาคนที่ขาดทุนจากการลงทุนในตลาดได้น้อยมาก เราได้ยินประโยคคลาสสิกนี้มาเป็นเวลานานหลายสิบปี แต่มีสักกี่คนที่ทำความเข้าใจและนำไปปฏิบัติในการลงทุนจริงๆ

 นักลงทุนรายย่อยส่วนใหญ่มักจะเทรดตามที่มีคนบอกว่าดี ไม่ว่าจะเป็นเพื่อน ญาติ หรือแม้แต่โบรกเกอร์ โดยที่ไม่ได้วิเคราะห์กราฟที่จะลงทุนด้วยตนเอง บางท่านกระโดดเข้าเทรดที่กำลังถูกมะรุมมะตุ้มในตลาด โดยที่ยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าอะไรเป็นปัจจัยในการขับเคลื่อนตลาดบ้าง

การทำเช่นนี้เท่ากับว่า ไม่ได้ทำตามประโยคคลาสสิกของท่านซุนวู ที่ว่าเราไม่ได้”รู้เขา” อย่างแท้จริง นั่นคือ เราไม่ได้รู้กราฟที่จะลงทุนเป็นอย่างดีนั่นเอง นับว่าเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้นักลงทุนส่วนใหญ่กำไรบ้างขาดทุนบ้าง ดังคำกล่าวของท่านซุนวูไม่มีผิดเพี้ยน

การเทรดกราฟที่เราไม่รู้จักทำให้นักลงทุนตัดสินใจผิดพลาด ตัวอย่างเช่น เมื่อราคาขึ้นไปในระยะแรกๆ นักลงทุนจะยังไม่มั่นใจ ยังกล้าๆกลัวๆ เลยลังเลที่จะซื้อ แต่ราคากลับวิ่งขึ้นไปเรื่อยๆ เมื่อราคาขึ้นมาสูง นักลงทุนก็จะยิ่งมั่นใจในกราฟตัวนั้น และคิดว่าราคาจะวิ่งไปต่อ รวมทั้งกลัวตกรถไฟ เลยกระโดดเข้าไปเพราะกลัวจะไม่ทัน แต่หารู้ไม่ว่าที่ระดับราคานั้นเป็นราคาที่สูงเกินไปมาก เมื่อมีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้นสักเพียงเล็กน้อย หรือนักลงทุนรายใหญ่ขายออกมาเป็นจำนวนมาก กราฟก็จะร่วงลงอย่างรวดเร็ว นักลงทุนที่เข้า buy ก็จะ “ติดดอย” ไปโดยปริยาย

หรืออีกตัวอย่างหนึ่ง เมื่อนักลงทุน buy มาแล้วปรากฏว่า กราฟได้ปรับตัวลดลงอย่างรวดเร็ว เมื่อไม่ได้เข้าใจกราฟที่ลงทุนดีพอก็ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรดี เมื่อเห็นราคาต่ำลงมากๆ ก็กลัวจะขาดทุนมากกว่าเดิม เลยตกใจขายออกไป แต่หารู้ไม่ว่าราคาที่ขายออกไปนั้นเป็นราคาที่ต่ำกว่าพื้นฐานมาก กราฟจึงดีดกลับมาที่ราคาสูงขึ้นได้ ภาษานักลงทุนทั่วไปเรียกอาการแบบนี้ว่า ขายหมู คือขายเสร็จ ราคากลับปรับตัวขึ้นนักลงทุนก็ขาดทุนตามระเบียบ

ทั้งสองกรณีนี้ ถ้านักลงทุนสามารถวิเคราะห์ได้ด้วยตนเองว่าที่ระดับราคาไหนที่เกินพื้นฐานไปแล้วก็จะไม่เข้าไปไล่ซื้อให้ติดดอย หรือ พบว่า ราคาต่ำกว่าพื้นฐานแล้วก็ไม่ขายหมูให้เจ็บใจ ซึ่งการวิเคราะะห์กราฟเพื่อพิจารณาราคาพื้นฐานนั้น ต้องใช้ความรู้และความเข้าใจในหุ้นที่จะลงทุนเป็นอย่างดี เรียกว่าต้อง “รู้เรารู้เขา” ถึงจะรบชนะได้

นักลงทุนที่กำไรบ้างขาดทุนบ้าง อาจจะต้องมาพิจารณาพิชัยสงครามของท่านซุนวูดูอย่างจริงจังว่า ท่าน “รู้เรารู้เขา” มากน้อยแค่ไหน จริงหรือไม่ที่เรา “ไม่รู้เขา” อย่างที่ท่านซุนวูกล่าวไว้จริงๆ ถ้าเป็นเช่นนั้น เราจะต้องพัฒนาตนเองให้เข้าใจในหุ้นที่เราจะลงทุนให้มากขึ้น นอกเหนือจากบทวิเคราะห์ของโบรกเกอร์แล้ว การหาความรู้จากการอ่านหนังสือเกี่ยวกับการลงทุน รวมทั้งรายงานประจำปีของบริษัทก็จะช่วยให้ท่านได้เข้าใจในการที่จะ “รู้เขา” มากขึ้น

ส่วนนักลงทุนที่แพ้สงครามมาโดยตลอด หรือขาดทุนจากการลงทุนเป็นประจำ นอกเหนือจากการที่จะต้อง “รู้เขา” ด้วยการเข้าใจในหุ้นที่จะลงทุนแล้วควรจะทำการ “รู้เรา” ให้มากขึ้นไปด้วย นั่นคือต้องพิจารณาตนเองว่า เราเป็นนักลงทุนประเภทไหนกันแน่ หลายท่านเป็นนักเก็งกำไรแต่ชอบถือลงทุนยาว เพราะไม่กล้าขายขาดทุน ทำให้ต้องขาดทุนเป็นจำนวนมาก แต่เวลามีกำไรกลับรีบขายเพราะกลัวกราฟร่วง เลยได้กำไรน้อย รวมๆออกมาเลยกลายเป็น กำไรน้อย ขาดทุนมาก ถ้าเป็นเช่นนี้ไปเรื่อยๆ ไพร่พลหรือเงินทุน มากเท่าไหร่คงไม่เพียงพอที่จะรบชนะสงคราม การศึกษาเกี่ยวกับจิตวิทยาการลงทุนจะช่วยให้ท่านเข้าใจตนเองมากขึ้น รวมทั้งเข้าใจว่าเหตุใดนักลงทุนถึงมีทัศนคติ และพฤติกรรมที่ไม่ค่อยสมเหตุสมผลในการลงทุนเท่าใดนัก ดังนั้น ถ้าท่านคิดว่า การลงทุนในตลาดเปรียบเสมือนการทำสงครามแล้วเช่นไร ท่านก็ยิ่งต้อง “รู้เขารู้เรา” มากขึ้นเท่านั้น

Leave a Reply